19 มี.ค. 2568
SME Playbook
Food Delivery เคยเติบโตอย่างรวดเร็ว จนมาถึงปัจจุบันที่กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของใครหลายคนไปแล้ว แต่หลังจากที่ผ่านยุคของการแข่งขันที่สูงจนเข้าสู่ช่วงของการรักษาการเติบโต ทำยังไงถึงจะขาย Food Delivery ให้รอดแถมยังได้กำไรอีกต่างหาก เรามีเทคนิคดีๆ มาบอกกัน
1. รูปต้องปัง เมนูต้องเด่น ภาพลักษณ์และหน้าตาอาหารยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อ บางร้านพลาดตกม้าตาย เพราะไม่สนใจในเรื่องนี้ คิดว่าลูกค้าตัดสินใจซื้อก็เพราะราคาและโปรโมชันเป็นหลัก แต่จริงๆ แล้วหน้าตาเมนูอาหารคือจุดแรกเลยล่ะที่จะทำให้ลูกค้ากดเลือก หรือกดหนี
2. สร้างเรื่องราวให้อาหาร บางครั้งการตั้งชื่ออาหารง่ายๆ อาจธรรมดาเกินไป ลองเพิ่มเรื่องราวให้กับอาหาร ด้วยการดึงเอาวัตถุดิบบางอย่างมาตั้งชื่อ หรือขยายข้อมูลในรายการอาหารให้ลูกค้าเห็นภาพมากกขึ้น เช่น เมนูจะต้องสะดุดหูตั้งแต่ครั้งแรก โดยเราอาจใส่วัตถุดิบบางอย่างหรือเพิ่มสตอรี่ทำให้เมนูนั้นมีความน่าสนใจมากขึ้น เช่น ถ้าร้านขายข้าวกระเพราแบบเผ็ด ก็อาจจะตั้งชื่อว่าข้าวกระเพราพริกเดือด ฯลฯ
3. โปรโมชันห้ามขาด การจัดโปรโมชันสามารถช่วยเพิ่มยอดขายให้กับร้านได้อีกหลายเท่า ไม่ว่าจะเป็นส่วนลดค่าอาหาร หรือค่าจัดส่งในช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยร่วมมือกับแพลตฟอร์มเดลิเวอรีจัดโปรโมชันพิเศษให้กับลูกค้าเสมอ เพราะจะช่วยให้ลูกค้าสั่งซื้ออาหารเป็นจำนวนที่มากขึ้น
4. ขายเป็นเซ็ต การเสนอขายเมนูแบบเซ็ต นอกจากลูกค้าจะได้สินค้าในราคาที่ถูกบวกจากการซื้อในครั้งเดียว และร้านอาหารก็จะได้รายได้ต่อบิลเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นที่นิยมในร้านอาหารประเภท Fast Food ที่เรามักเห็นการจับคู่เมนูต่างๆ เข้าด้วยกันแล้วขายในราคาที่พิเศษ (ถูกลง) โดยอาจเป็นการจับคู่เมนูที่ขายดี พ่วงกับเมนูที่ขายได้น้อยเพื่อเป็นการระบายสต็อก
5. คิดเมนูใหม่เพื่อเพิ่มความสนใจลูกค้า การสร้างเมนูใหม่ จะช่วยทำให้ลูกค้ารู้สึกอยากลองและสั่งมาชิม อย่างร้านอาหารแบรนด์ใหญ่ จะมีการออกแบบเมนูใหม่สำหรับสั่งผ่านออนไลน์เท่านั้น
6. เพิ่มกลยุทธ์เป็น Pre-order นอกจากการขายอาหารออนไลน์ผ่านเดลิเวอรีแอปฯแล้ว ยังมีช่องทางเดลิเวอรีอื่นๆ ที่ร้านสามารถทำการขายในระบบ Pre-order เพิ่มได้ เพราะไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม GP ซึ่งเมนูที่เหมาะสำหรับการ Pre-order นั้นควรเป็นเมนูที่ถูกคิดขึ้นมาใหม่ในช่วงเทศกาล เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกถึงความพิเศษจนต้องยอมสั่ง
ที่มาข้อมูล : Torpenguin